Short fic: The marriage of white orchids Part 3 [จบ]

Part: 10051

Rate: NC18

By: Pi2merY7 [Feat.Nack269]

Note: เนื้อเพลงในเรื่องชื่อเพลง Speak Now - Taylor Swift อาจไม่ตรงตามเนื้อหาฟิคแค่ประกอบเฉยๆ  

ระวังไว้ดี...ระวังเลือดของท่านจะหมดตัว!!ใครไม่ชอบให้ข้ามไปเลยนะครับ

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 Horrified looks from everyone in the room
 ทุกคนมองอย่างตกใจ
But I’m only looking at you…
แต่ฉันมองแค่คุณ
 
I am not the kind of girl
ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภท
who should be rudely barging in on a white veil occasion
ที่จะเข้าไปขัดจังหวะงานแต่งงาน
but you are not the kind of boy
แต่คุณก็ไม่ใช่ผู้ชายประเภท
who should be marrying the wrong girl~
ที่ควรจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ใช่

 

หือ??!!!~~

 

เสียงของแขกมากมายภายในงานวิวาห์ครั้งนี้ดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงของโชอิจิที่ต้องการจะคัดค้านการแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างวองโกเล่และมิลฟีโอเล่ครั้งนี้ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขาและก็คงตกใจกับการมาของเขาเป็นอย่างมาก...แต่ก็คงไม่เท่ากับนภาแห่งมิลฟีโอเล่ที่ดูเหมือนจะตกใจกับการมาของเขามาที่สุด

 

“โชจัง…”

 

“คึหึหึ~ ^^ นึกว่าจะไม่โผล่หัวมาซะแล้ว”

 

โชอิจิลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ตัวที่เขานั่ง และยกมือที่สั่นเทาของเขาขึ้นเพื่อแสดงเจตจำนงในการหยุดงานวิวาห์ครั้งนี้ พลางสาวเท้าเดินไปยังแท่นพิธีอย่างช้าๆ ทุกสายตาก็ยังคงจับจ้องมายังเขา แต่นั่นกลับไม่ทำให้เขารู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย เพราะเขากำลังจ้องมองไปยังคนตรงหน้า...นภาที่เขารักมากที่สุด...

 

And you say lets run away now
และคุณพูดว่า วิ่งหนีไปกันเถอะ
I’ll meet when I’m out of my tux at the backdoor
ผมจะไปพบคุณที่ประตูหลังเมื่อผมถอดชุดทักซิโดออก
Baby I didn’t say my vows, so glad you were around
ผมไม่ได้พูดคำสาบาน และดีใจมากที่คุณมา
When they said ‘Speak now’
เวลาที่เขาบอกให้พูดเลย

               

                ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปใกล้แท่นพิธีเรื่อยๆ เสียงเพลงนั้นก็ยังดังประกอบขึ้นมาเหมือนกับว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่หัวใจของทั้งสองฝ่ายเรียกร้องและโหยหามานานแสนนาน เขาเดินมาเรื่อยๆจนหยุดที่แท่นพิธี ภายในโบสถ์เงียบสนิท เหมือนแค่ตรงนี้มีเขากับนภาของเขาเท่านั้น...

 

“โชจัง นาย...”

“ผม…”

“…”

“ผมทำอย่างนี้มันจะผิดมากไหมครับ...”

“…”

“แค่ทำตามหัวใจตัวเอง”

“...!!”

 “จะไปไหมครับ? ^^”

 

โชอิจิยื่นมือไปขอมือคนตรงหน้าเขาก่อนจะส่งยิ้มละมุนไปให้เบียคุรัน...นภานั้นไม่ได้ตอบรับ แต่เขาเพียงแค่ยิ้ม...ยิ้มที่อ่อนโยนและมีเพียงโชอิจิรู้ได้ทันที่จะได้เห็นมันบ่อยๆ เขารู้ดีว่านั่นคือรอยยิ้ม...แห่งความดีใจและจริงใจที่สุด เบียคุรันวางมือลงมือเรียวของโชอิจิ และฉุดให้คนร่างเล็กเข้าอยู่ในอ้อมกอด

 

“ฉันดีใจมากๆเลยที่โชจังมา ^^”

“เอ๊ะ! O_O”

 

ดวงตาสีมรกตภายใต้กรอบแว่นสีขาวก็ต้องเบิกกว้างขึ้น เพราะนภาของเขานั้นโน้มใบหน้าหวานของตนลงมาก่อนจะประทับริมฝีปากของเขาลงบนหน้าผากของโชอิจิอย่างแผ่วเบา เลื่อนลงมาเรื่อยจนถึงตา...จมูก...และปาก...เบียคุรันมอบสัมผัสที่อ่อนโยน...หวานละมุนและแผ่วเบาราวกับขนนกที่ล่องลอยในอากาศ โชอิจิที่รู้สึกตกใจกับการกระทำของเบียคุรันที่กระทำต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ...ก็ยังเคลิ้มกับรสสัมผัสที่ได้รับจนเผลอตอบสนองกลับไป...

 

เพียงเพราะยอมให้นภาตรงหน้ายอมเก็บเกี่ยวความหอมหวานในปาก จากสัมผัสที่อ่อนนุ่มและหวานเหมือนขนมเคลือบน้ำตาลนั้น ก็กลับทวีเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสัมผัสที่ชวนให้รู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระชากออกจากอก...สัมผัสที่ดึงดันและเรียกร้อง ราวกับว่าต้องการมากกว่านี้...ล้ำลึกกว่านี้...บดขยี้เขาให้มากกว่านี้...สัมผัสที่ดูรุนแรง แต่กลับหวานล้ำจนเขาต้องยอมสยบ...

 

Don’t say yes, run away now

อย่าตอบตกลง แล้ววิ่งหนีไป
I’ll meet you when you’re out of the church at the backdoor

ฉันจะไปเจอกับคุณที่ประตูหลังของโบสถ์
Don’t wait or say a single vow

อย่ารอช้า หรือสาบาน(เกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน)
You need to hear me out and they said speak now~

คุณต้องฟังฉันก่อน และพวกเขา(คนอื่นๆที่มางานแต่ง)ก็บอกให้พูดเลย

 

“ไปเถอะโชจัง!~ ^^”

“หะ...หา? O_O”

 

เมื่อเบียคุรันพอใจกับสิ่งที่ได้รับแล้ว...ก็ถอนริมฝีปากอย่างช้าๆ...และสบตาคนในอ้อมกอดด้วยสายตาที่สื่อความหมาย ก่อนจะฉุดมือโชอิจิให้วิ่งออกไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงราคาแพง ก่อนจะออกจากโบสถ์ที่ยิ่งใหญ่นี้  เบียคุรันวิ่งพลางไปหัวเราะไปอย่างมีความสุข โชอิจิมองแผ่นหลังของนภาอันเป็นที่รักของเขา ก่อนจะยิ้มอย่างเป็นสุขที่สุด...

 

And you say lets run away now
และคุณพูดว่า วิ่งหนีไปกันเถอะ
I’ll meet when I’m out of my tux at the backdoor
ผมจะไปพบคุณที่ประตูหลังเมื่อผมถอดชุดทักซิโดออก
Baby I didn’t say my vows, so glad you were around
ผมไม่ได้พูดคำสาบาน และดีใจมากที่คุณมา
When they said ‘Spea-…
เวลาที่เขาบอกให้-

 

แซ่ดดดดดดด!!!~~

 

เฮือก!!

 

ขณะที่เสียงเพลงกำลังจะจบลงอย่างสวยงาม ก็มีเสียงที่ดังแซ่ดเหมือนเวลาที่ฟังวิทยุแล้วสัญญาณหายดังขึ้นเต็มหูของโชอิจิ ทำให้ดวงตาสีมรกตนั้นลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกหัวและกลุ่มผมสีน้ำตาลแดงขึ้นจากโต๊ะทำงานจากท่านอนที่ผิดลักษณะ แล้วรีบถอดหูฟังอันใหญ่ออกจากหู เพราะเสียงที่ดังขึ้นนั้นมันช่างบาดหูเขาเหลือเกิน

 

“อะไรเนี่ย!!?”

 

เขาว่าพลางใช้นิ้วลูบเข้าไปในหู หวังเพื่อมันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนั้นได้บ้าง ก่อนที่เจ้าตัวจะจะหันไปมองรอบๆห้องและสะบัดหัวตัวเองแรงๆโดยหวังว่ามันจะคลายความสะลืมสะลือที่เกิดจากการตื่นนอนได้

 

เมื่อกี้...

 

ฝันเหรอ...?

 

...ฝันสินะ...

 

เขาใช้สายตากวาดไปรอบๆ...ก่อนที่ความคิดของเขาจะประมวลผลออกมาว่าที่นี่คือ...ห้องทำงานของเขา...ฐานทัพเมโลเน่ เมืองนามิโมริ...

 

“เป็นอะไรไปนะ?”

 

โชอิจิยกหูฟังที่เขาสวมมันเป็นประจำขึ้นมาสำรวจความผิดปกติ และหาสาเหตุของเสียงที่บาดแก้วหูนั้น เจ้าตัวจับหูฟังของเขาหันซ้ายที หันขวาทีก็ไม่พบถึงสาเหตุ เขาจึงไล่สายตาที่อยู่ภายใต้กรอบแว่นสีขาวนั้นไปตามสายสีดำที่เชื่อมต่ออยู่แล็ปท็อปของเขา นั่นทำให้เขารู้ถึงสาเหตุนั้นทันที

 

เจ้าตัวก้มลงเก็บสายสีดำนั้นขึ้นมาก่อนจะสาวมันเข้าหาตัวเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของสายนั้น เขาก็พบว่าปลายของมันขาด แต่ดูเหมือนจะไม่ทั้งหมดและดูจากรอยแล้วเหมือนจงใจตัดชัดๆ!!

 

หวูบ~

 

“-*-”

 

โชอิจิถึงกับต้องขมวดคิ้วทันที เมื่อเขารู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่วูบผ่านหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว...ความวังเวงที่เกิดขึ้นภายในห้องและความรู้สึกเสียวสันหลังจนขนลุกซู่ ตอนนี้เค้าภาวนาให้มันไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด เพราะอยู่ที่นี่มานานไม่เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าผีหรือวิญญาณซักที!! แต่ใช่ว่าเขาจะอยากเจอหรอกนะ - -++

 

หวูบ~

 

“เฮ้อออ~…ออกมาเถอะครับ - -”

 

เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวครั้งที่สอง ก็ต้องถอดหายใจออกมาพร้อมกับทำหน้าเซ็งแล้วหันไปที่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเขา จากนั้นเจ้าผีหัวขาวก็ค่อยๆโผล่หน้าออกมาแล้วฉีกยิ้มตามฉบับของเจ้าตัว

 

“แฮ่~โชจังงงงง~ ^O^//”

 

“สนุกมากสินะครับ? เล่นมาทำลายข้าวของของคนอื่นแบบนี้ - -++”

 

“ก็ฉันเรียกเท่าไหร่ โชจังก็ไม่ตื่น แถมยังนอนยิ้มตลอด ฉันก็เลยไม่อยากกวน~^O^//”

 

“นี่คือการไม่รบกวนของคุณเหรอครับ คุณเบียคุรัน? -*-”

 

“ก็แหม~โชจังก็เอาแต่นอนอย่างเดียว ฉันรอไม่ไหวก็เลยตัดสินขั้นเด็ดขาดโดยการใช้ ‘ไอ้นี่’ ตัด ‘ไอ้นั่น’ ยังไงล่ะ -^-// ”

 

เบียคุรันว่าพลางชู ‘ไอ้นั่น’ ที่เขาว่าหรือภาษาบ้านเราที่เรียกว่า กรรไกร และชี้ไปที่ ‘ไอ้นั่น’ หรือก็คือสายหูฟังของโชอิจินั่นเอง เจ้าตัวว่าพลางยังขยับกรรไกรไปมาดัง ‘ฉับ ฉับ’ เป็นเอฟเฟ็คประกอบด้วย

 

“เฮ้อออ~ คุณเนี่ยนะ  อย่าทำแบบนี้อีกนะครับ! แค่นี้ภาระงานผมก็มากพอแล้ว ไม่ต้องหาเพิ่มให้ก็ได้ครับ - -”

 

“คิดถึงโชจังจังเลยยย~ ^O^”

 

แต่คุณเผือกของเราก็หาฟังไม่ เปลี่ยนเรื่องได้คล่องยิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ต เบียคุรันวางกรรไกรลงบนโต๊ะก่อนจะโผเข้าไปกอดโชอิจิอย่างเต็มแรง ก่อนจะใช้ทั้งสองข้างโอบตัวโชอิจิเอาไว้และยกหมุนไปรอบๆ

 

“อ๊ะ...คุณเบียคุรัน O_O”

 

“ฮ่าๆๆ ^O^”