Short fic: The marriage of white orchids Part 2

Part: 10051

Rate: PG

By: Pi2merY7 Feat.Nack269

Note: เนื้อเพลงในเรื่องชื่อเพลง Speak Now - Taylor Swift อาจไม่ตรงตามเนื้อหาฟิคแค่ประกอบเฉยๆ เวอร์ชั่น Part 2 นี้มีคำแปลเนื้อเพลงนะครับ

 ---------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงเพลงที่ยังดังอยู่เรื่อยๆ ทำให้เขานึกถึงความหลังที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้...นั่นเป็นความทรงจำสุดท้าย...จากนั้นเขาก็ไม่ได้เห็นนภาของเขาอีกเลย


Don’t say yes, run away now

อย่าตอบตกลง แล้ววิ่งหนีไป
I’ll meet you when you’re out of the church at the backdoor

ฉันจะไปเจอกับคุณที่ประตูหลังของโบสถ์
Don’t wait or say a single vow

อย่ารอช้า หรือสาบาน(เกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน)
You need to hear me out and they said speak now~

คุณต้องฟังฉันก่อน และพวกเขา(คนอื่นๆที่มางานแต่ง)ก็บอกให้พูดเลย

 

“คุณจะยืนอยู่ตรงนี้อีกนานไหม -_-”

 

ขณะที่เขากำลังแปลกใจกับเสียงเพลงยังอยู่เสมอๆนั้น...เสียงของใครบางคนก็ฉุดให้เขากลับมาสนใจคนๆนั้น เขาหันไปมองต้นตอของเสียงที่ยืนอยู่ข้างๆประตูโบสถ์ที่เปิดมันออกเมื่อครู่...ผู้พิทักษ์เมฆาของวองโกเล่...ฮิบาริ เคียวยะ

 

“ฮะ...ฮิบาริ เคียวยะ O_O”

“-_-”

 

โชอิจิรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่มาเจอคนอย่างฮิบาริในงานที่คนเยอะแบบนี้ เพราะด้วยความที่เจ้าตัวเป็นคนที่ไม่สนใจใครแถมยังเกลียดการจับกลุ่มยิ่งกว่าสิ่งในในโลก การที่เขาจะมาในงานที่มีคนเยอะๆแบบนี้โอกาสคงมีแค่ 0.00001827% เท่านั้น

 

Fun gestures are exchanged

ท่าทางที่ตลกถูกแลกเปลี่ยน (งงปะ?)
And the organ starts to play a song that sounds like a death march

และออร์แกนก็เริ่มเล่นเพลงที่เหมือนมาร์ชแห่งความตาย
And I am hiding in the curtains

และฉันซ่อนอยู่หลังผ้าม่าน
It seems that I was uninvited by your lovely bride-to-be

มันดูเหมือนกับฉันไม่ได้ถูกเชิญชวนโดยเจ้าสาวที่น่ารักของคุณ

 

“คุณน่ะควรเข้าไปนั่งนะ -_-”

“หือ? O_O”

“…ผมไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆหรอกนะ -_- คุณควรจะไปหาที่นั่งมากกว่ายืนตรงนี้เพราะตรงนี้ผมยืนอยู่…หึ! แค่จะมาเฝ้าสึนะโยชิแท้ๆ แต่ทำไมพวกสัตว์กินพืชมันถึงเยอะแบบนี้นะ -_-^^”

 

แม้ว่าประโยคสุดท้ายจะเป็นแค่เพียงการบ่นกับตัวเองเบาๆ แต่โชอิจิก็ยังได้ยินที่ฮิบาริพูด นั่นทำให้เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ทุกอย่างในทันที โชอิจิตัดสินใจเดินเข้าไปหาที่นั่ง ก่อนจะนั่งลงไปที่แถวเก้าอี้แถวสุดท้ายและจำจ้องไปยังภาพตรงหน้า...เพลงที่ยังดังขึ้นให้ได้ยินแค่เพียงตัวเขาเองก็ยังคงดำเนินต่อไป...และเริ่มรู้สึกว่าเพลงนี้มันชั่งเข้ากับบรรยากาศตอนนี้ของเขาตอนนี้แล้ว...

 

She floats down the aisle like a pageant queen

เธอเดินมาตามทางเดินเหมือนคนที่ชนะประกวด
But I know you wish it was me, you wish it was me

แต่ฉันรู้ว่าคุณหวังว่าเธอคือฉัน
Don’t you?

ใช่มั้ย?

 

...โรคุโด มุคุโร่ เขาเหมือนกับราชินีจริงๆ...ชายผู้มีผมสีน้ำเงินเงางามสลวย ตอนนี้มันถูกรวบขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มสีสันอ่อนๆเหมือนดอกไม้แรกแย้ม พวงแก้มที่สว่างใสสดใส รวมไปถึงดวงตาสองสีที่แพรวพราวราวกับอัญมณีสีเลือดและสีน้ำทะเล...ชุดเจ้าสาวที่เข้ากับร่างผอมสูงได้อย่างงดงามราวกับชุดเจ้าหญิงในราชวัง...

 

ส่วนนภาของเขา...เบียคุรัน จากที่ปกติใส่ชุดสีขาวเป็นประจำอยู่แล้ว แต่พอมาอยู่ในสูทชุดเจ้าบ่าวที่สีขาวสะอาดตาแบบนี้ เขาก็ไม่ต่างจากเจ้าชายในเทพนิยาย ผมที่ถูกจัดแต่งให้เข้ากับใบหน้า ริมฝีปากปากเฉียบที่เคยช่วงชิงความหอมหวานจากริมฝีปากของเขาไปรู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...

 

ทุกอย่างดูงดงาม บนใบหน้านั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนนั้นเสมอ...แต่จะมีใครรู้ไหมว่า...รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่เบียคุรันกำลังฝืนเอามากๆ ดวงตาเรียวคมสีอเมทิสต์ที่ดูจะหม่นหมองและเลื่อนลอย ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่มีทางรู้เลยว่ารอยยิ้มของนภานั้นแฝงไปด้วยความหม่นหมอง...

 

ภายในสถานที่แห่งนี้ ทั้งคู่...งดงามราวกับสรวงสวรรค์...ภาพตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเจ็บไปทั้งอก...ความสมกันของทั้งคู่เหมือนสิ่งที่บดขยี้วิญญาณของเขาให้แตกสลายยิ่งกว่าละอองธุลี ภาพเหล่านั้นคอยเหยียบย่ำและย้ำเตือนว่าเขา...ไม่คู่ควร...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงภาพมายาที่คอยหลอกลวงมาโดยตลอด...เพราะไม่ว่ายังนภาก็ยังไกลแสนไกล...ไม่มีวันที่เขาจะเอื้อมถึง...

 

Don’t say yes, run away now

อย่าตอบตกลง แล้ววิ่งหนีไป
I’ll meet you when you’re out of the church at the backdoor

ฉันจะไปเจอกับคุณที่ประตูหลังของโบสถ์
Don’t wait or say a single vow

อย่ารอช้า หรือสาบาน(เกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน)
You need to hear me out and they said speak now~

คุณต้องฟังฉันก่อน และพวกเขา(คนอื่นๆที่มางานแต่ง)ก็บอกให้พูดเลย

 

..........

แต่ว่า....แม้ทุกสิ่งที่เขาเห็นมันจะเจ็บปวด...เสมือนเข็มนับพันที่คอยกรีดแทงหัวใจเขาตลอดเวลา...แต่ภายใต้ก้นบึ้งของจิตใจของนั้น เขายัง...รอคอย...และหวังเสมอว่าจะมีวันนั้นที่เขาจะได้ยืนเคียงข้างกับผู้เป็นนายและก้าวเดินไปพร้อมๆกับนายของเขา...

 

“จ๊ะเอ๋~ โชจัง~^^”

“เอ๊ะ! O_O คะ...คุณเบียคุรัน”

“เซอร์ไพร์!~ ^^ ”

“คุณมาได้ยังไงครับคุณเบียคุรัน? อิตาลีกับญี่ปุ่นมันไม่ใช่ใกล้ๆเลยนะครับ O_O”

“ก็เพราะฉันคิดถึงโชจังไง ^^”

“หา!? O_O อุ๊บ! ”

 

ยังไม่ทันที่โชอิจิจะได้พูดอะไรต่อ นภาของแห่งมิลฟีโอเล่ก็คว้าตัวลงเขาเข้าไปในอ้อมกอด แล้วประทับริมฝีปากลงไป จูบที่หนักหน่วงเหมือนจะกระชากหัวใจได้ทุกเมื่อ เรียวลิ้นนั้นเก็บเกี่ยวภายในโพรงปากเพื่อช่วงชิงความหอมหวาน พลางละเลียดริมฝีปากโชอิจิเหมือนกำลังกินมาชเมลโล่ที่เขาชอบมันที่สุด แต่มันกลับไม่ได้ครึ่งหนึ่งของคนให้อ้อมกอดนี้เลย

 

การจู่โจมของคนตรงหน้าทำเอา โชอิจิเหมือนขาดอากาศหายใจเป็นช่วงๆ ความลุ่มร้อนและความหวาบหวามที่เหมือนจะแผดเผาร่างกายของเขาให้หลอมละลายลงกับไปพื้น...แต่สัมผัสเหล่านี้กลับหอมหวานและน่าติดใจที่เป็นสุด จนเขาเผลอขยำเส้นผมนุ่มสีขาวของคนตรงหน้าอย่างเสียมิได้...พลางตอบรับสัมผัสที่นภาของเขามอบให้อย่างลืมตัว แต่แล้วสติก็กลับมา เขาประท้วงนภาที่รักเขาด้วยการทุบที่อกแข็งแกร่งเบาๆ เป็นเชิงบอกให้หยุด เพราะเขาไม่ไหวแล้ว... 

 

“อา...”

 

เมื่อเบียคุรันเห็นว่าคนในอ้อมกอดของเขาไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาจึงค่อยๆถอนริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่งด้วยความเสียดาย โชอิจิที่เหมือนดำน้ำทะเลลึก ก็หอบด้วยความเหนื่อยและสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่ เบียคุรันมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม  พลางน้อมลงไปที่ซอกคอคนตรงหน้า ลากริมฝีปากปากเฉียบนั้นลงไปที่ลำคอระหงนั้น พร้อมกับจูบเบาๆเพื่อให้เกิดรอยแดง...รอยที่ตีตราความเป็นเจ้าของ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงเสน่หาว่า...